โครงการหมู่บ้านนาหยอด มีความเป็นมาอย่างไร
ความที่ทำโรงสีผมจึงเห็นมาตลอดว่าชาวนาลำบาก หลายครั้งถูกขอให้เพิ่มราคาข้าว บอกช่วยพ่อหน่อยนะ ช่วยแม่หน่อย ขึ้นราคาหน่อยได้ไหม เราก็ช่วยได้แค่ 10-30 สตางค์ต่อกิโลกรัม เพราะมีราคาตลาดเป็นเกณฑ์อยู่ ถ้าซื้อแพงเกินไปก็ขาดทุน เลยพยายามพูดคุยเพื่อหาข้อมูลว่าจะมีวิธีไหนช่วยได้บ้าง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้ ทำให้เห็นว่าชาวนาส่วนใหญ่ทำนาตามยถากรรมและขาดความรู้เรื่องการจัดการ จึงเกิดปัญหาการใช้เมล็ดพันธุ์เยอะเกินไป ขาดความรู้เรื่องการจัดการธาตุอาหาร โรคแมลง และการเตรียมดินที่ถูกวิธี เมื่อผมพร้อมที่จะลุยและตัดสินใจทำตรงนี้จริงจังก็ได้เข้าไปคุยปรึกษากับปราชญ์ชาวบ้าน และขอให้อาจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องมาช่วยหาทางแก้ไข จากนั้นได้ทดลองทำนาหลายวิธีมาก จนมาเจอวิธี “ทำนาหยอด” ที่น่าสนใจเพราะช่วยลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ถึง 35 เท่า และเพิ่มผลผลิตจาก 300 กิโลกรัมต่อไร่เป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ได้
ก่อนหน้านี้ชาวนาในพื้นที่มีวิถีการทำนาแบบไหน
ถ้าย้อนดูวัฒนธรรมการปลูกข้าวของไทยจะเห็นว่า ในอดีตปู่ย่าตายายเราทํานาแบบ “นาดํา” มีประเพณีการลงแขก ช่วยกันดำนา ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก็เช่นกัน แต่พอผู้คนแห่แหนไปทํางานในเมืองใหญ่ ประเพณีการลงแขกดำนาก็ค่อย ๆ หายไป พอจะจ้างแรงงาน ค่าแรงก็สูง เกษตรกรเลยเปลี่ยนวิธีทํานามาเป็น “นาหว่าน” โดยตัดขั้นตอนการเพาะกล้า การปักดําออกไป แค่ไถนาแล้วหว่านเลย เป็นวิธีที่ง่ายดีแต่ก็ทําให้เกิดปัญหาตามมา เพราะนาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์เยอะ ประมาณ 35 กิโลกรัมต่อไร่ พอข้าวงอกประชากรข้าวก็หนาแน่น เกิดการแย่งอาหาร การรับแดด รับลม สังเคราะห์แสงก็ทําได้ไม่ดี เป็นโรคเป็นแมลงง่าย แถมยังไม่ทนแล้ง ผลผลิตต่อไร่จึงต่ำ นาหว่านเลยเหมือนเป็นกับดักของเกษตรกรที่ทําง่ายในช่วงต้นแต่สร้างปัญหาในภายหลัง
ส่วนการทำนาหยอด จริง ๆ ในประเทศไทยมีมานานแล้ว เป็นการทํานาเชิงประณีต ซึ่งให้ผลผลิตดี ทนแล้ง เหมาะกับภาคอีสานอย่างเรา แต่เกษตรกรยังเคยชินกับการทำนาหว่านที่ใช้เมล็ดพันธุ์มาก พอให้มาทำนาหยอดที่ใช้เมล็ดพันธุ์น้อย ๆ ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อไร่ เกษตรกรเลยรู้สึกไม่มั่นใจ เพราะการเปลี่ยนวิธีทำนาก็คือความเสี่ยง หากผิดพลาดหมายถึงรายได้ทั้งปีของเกษตรกร จึงยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร อย่างช่วงแรกผมชวนให้หยอดข้าวฟรีก็แทบจะไม่มีใครอยากเข้าร่วม เพราะเขาไม่เคยทำ เลยกลัวว่าจะได้ผลผลิตน้อย กลัวเสียปีเสียเดือน เกษตรกรว่าอย่างนั้น
จุดเด่นหรือข้อดีของการทำนาหยอด
นาหยอดเป็นการทํานาที่ค่อนข้างทันสมัยระดับต้น ๆ ของโลก วิธีการคือต้องมีการเตรียมแปลงที่ดี ล่อให้หญ้าขึ้นเต็มที่ก่อนแล้วค่อยไถทิ้ง ตากดินทิ้งไว้ 15 วันเพื่อกําจัดไข่แมลง กําจัดเชื้อโรคในดิน กําจัดวัชพืช เสร็จแล้วไถอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้แปลงนาที่สะอาดแล้วค่อยหยอด โดยใช้เครื่องจักรฝังเมล็ดลงไปในดินทางตรง เป็นการหยอดข้าวแห้งทิ้งไว้เลย พอฝนตกวันไหน นับไปอีกสองอาทิตย์ข้าวจะงอก จากนั้นก็ใช้การจัดการธาตุอาหารและการจัดการโรคแมลงควบคู่ไปด้วย ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนคือช่วยลดต้นทุนได้เยอะ เพราะลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ลง ซึ่งผ่านการทดลองมาแล้วว่าใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 1 กิโลกรัมก็ให้ผลผลิต 600 กิโลกรัมต่อไร่ได้ และแม้ว่าทุกวันนี้เกษตรกรหลายรายยังใช้เมล็ดพันธุ์หยอดข้าว 8 กิโลกรัมบ้าง 12 กิโลกรัมบ้าง หรือ 18 กิโลกรัมต่อไร่ เพราะยังไม่มั่นใจ แต่ก็นับว่าน้อยกว่าการทำนาหว่านที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 35 กิโลกรัมต่อไร่อยู่ดี ทั้งนี้ ในอนาคตเราตั้งใจไว้ว่าจะส่งเสริมเกษตรกรต้นแบบให้เยอะขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรรายใหม่ ๆ มั่นใจว่าใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 1 กิโลกรัม ก็ทําให้เขาได้ผลผลิตมากขึ้นได้
คิดว่าสิ่งที่ชาวนาในพื้นที่ได้จากโครงการนี้คืออะไร
เกษตรกรที่ทําสําเร็จแน่นอนว่าสิ่งที่จับต้องได้คือการมีรายได้ที่มากขึ้น เพราะเพียงแค่เขาลดเมล็ดพันธุ์ลงก็ลดต้นทุนได้แล้ว และยังได้ผลผลิตที่ดี เพิ่มปริมาณขึ้นจาก 300 กิโลกรัม เป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ เหมือนปลูกข้าวครั้งหนี่งได้ผลผลิตสองปี ดังนั้นเรื่องเงิน เรื่องกำไร เขาได้แน่นอน ส่วนอีกเรื่องเป็นด้านนามธรรม ผมมองว่าเขาได้เปลี่ยนมุมมองและวิธีคิด กลายเป็นคนที่มีเหตุผลมากขึ้น สังเกตได้จากช่วงปีแรก ๆ ที่เราเข้าไปส่งเสริมจะเหมือนจับปูใส่กระด้ง พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ พอบอกว่าใช้เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม ทําผลผลิตได้ 600 กิโลกรัม เขาหัวเราะเลย เพราะไม่เคยทําได้มาก่อน ที่ทุกวันนี้คุยกันง่ายเพราะภาพความสําเร็จของเกษตรกรในโครงการของเรามีเยอะขึ้น
อ่านต่อได้ที่ : ,https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine/Phrasiam-68-1/inspiration_srisaengdao.html





